"หมอต้อย" ปลื้ม! "กิฟฟารีน" รับรางวัล "The Best Quality Skincare Brand" ในงาน TVB Weekly Brands Award 2009 โดยได้รับการคัดเลือกจากการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร TVB Weekly ชี้ชัดเป็นสุดยอดแบรนด์สกินแคร์คุณภาพ ที่ได้รับความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภคในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเพิ่งได้รับการโหวตให้เป็น "The Best Quality Skincare Brand" ในงาน TVB Weekly Brands Award 2009 ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศฮ่องกง กิฟฟารีนจึงเป็นแบรนด์สกินแคร์ของไทยแบรนด์เดียวที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ซึ่งกิฟฟารีนได้สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ความเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มเมคอัพ อาร์ติสท์ เซเลบริตี้ และซุปเปอร์สตาร์ฮ่องกง
ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนได้รับความนิยมในวงการบันเทิงฮ่องกงโดยเฉพาะค่าย TVB เป็น อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นดารา นักแสดง ช่างแต่งหน้า อาทิ Miss Suki Chui หนึ่งในผู้เข้าประกวด Miss Hong Kong และเป็นดารา นักแสดงของทีวีบี ก็เป็นหนึ่ง ในแฟนพันธุ์แท้ของกิฟฟารีน ที่หลงใหลในคุณภาพ และสีสันในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กิฟฟารีนคอลเล็กชั่นกลามอรัส รวมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก กลามอรัส บูเต้ สกินแคร์ของกิฟฟารีน นอกจากนั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชุดกลามอรัสนี้ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นผลิตภัณฑ์แนะนำจากบรรดาเมคอัพ อาร์ติสท์ชื่อดังของฮ่องกงอีกด้วย
"รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากของกิฟฟารีน ที่พิสูจน์ถึงความตั้งใจในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพ ที่ตอกย้ำจุดยืนในการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อคนเอเชียโดยเฉพาะ" พญ.นลินีกล่าว
ทั้งนี้การได้รับรางวัลในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จทางด้านการขยายตลาดไปยังต่างประเทศของ พญ. ใจทิพย์ ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด และ Mr. George Ng, International Marketing Director โดยผู้บริหารทั้ง 2 คนเป็นผู้ดูแลธุรกิจกิฟฟารีนในฮ่องกง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการรับรางวัลในครั้งนี้ และทำให้ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนเป็นที่รู้จัก และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวฮ่องกงอย่างกว้างขวาง
โดยปัจจุบัน Giffarine Flagship Store ที่ฮ่องกง มี 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองในแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังที่ ห้างไทม์สแควร์ ย่านคอสเวย์เบย์ และห้างลองแฮมเพลส ย่านมงก๊ก ซึ่งทั้ง 2 ที่นี้จัดเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่เป็นที่นิยมของทั้งชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทำให้กิฟฟารีนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์จากประเทศไทยเจ้าแรกที่มีวางจำหน่ายอยู่ในแหล่งการค้ายอดนิยมของฮ่องกง
นอกจากรางวัลดังกล่าวแล้ว ในปีนี้บริษัทฯได้รับรางวัลรับรองคุณภาพถึง 2 รางวัล คือ "Superbrands 2008-2009" ในฐานะสุดยอดแบรนด์ไทย และรางวัล "อย. QUALITY AWARD 2009" จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สองรางวัลนี้การันตีถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความเป็นเลิศด้านการสร้างแบรนด์ และ การเป็นแบรนด์ชั้นนำที่อยู่ในใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน
"กิฟฟารีนได้ทุ่มเทและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีของการดำเนินงาน เพื่อให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียง และความภูมิใจให้กับประเทศไทยในตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย" พญ.นลินีกล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 169 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2552
ที่มา : http://www.sumret.com,http://www.mlm.in.th
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนแนะนำแก่สมาชิก!! วันนี้
ซูเปอร์วิตามิน E ใช้ร่วมกับคอลาเจนผงกิฟฟารีน (เอาไปเลย 5 ดาว)
คุณสมบัติ
1.ปรับโครงสร้างของเซลผิว
2.รักษาความชุ่มชื้น และลดริ้วรอย
3. หน้าแต่งดึง ไม่เหี่ยวย่น
(สมาชิกเราท่านหนึ่งบอกว่าหลังใช้ 3 เดือนติดต่อกัน พบว่าผิวหน้าของหญิงวัย 63 ดูดีกว่าหญิงวัย 40
แบบนี้ต้องพิสูจน์ค่ะ)
วิตามิน E บำรุงผิว สกัดจาก Palm Fruit คัดสรรจากแหล่งผลิตน้ำมันปาล์มที่ดีที่สุดในโลก มีวิตามิน E เข้มข้นมาก ต้านอนุมูลอิสระได้ดีมากขึ้นถึง 40-60 เท่า ประกุจเกาะกำบังผิวจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมและแสงแดด ทำให้ผิวนุ่ม เนียนใส ผิวไม่มัน ทำให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ขาว ดูอ่อนกว่าวัย
เราสามารถเลือกใช้สินค้ากิฟฟารีนได้หลากหลายกว่า และแก้ปัญหาได้ตรงจุด
รับรองได้ว่า ถ้าเรายอมให้กิฟฟารีน ดูแลผิวหน้าของเรา เราจะไม่ขายหน้าเชียวค่ะ
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
คุณสมบัติ
1.ปรับโครงสร้างของเซลผิว
2.รักษาความชุ่มชื้น และลดริ้วรอย
3. หน้าแต่งดึง ไม่เหี่ยวย่น
(สมาชิกเราท่านหนึ่งบอกว่าหลังใช้ 3 เดือนติดต่อกัน พบว่าผิวหน้าของหญิงวัย 63 ดูดีกว่าหญิงวัย 40
แบบนี้ต้องพิสูจน์ค่ะ)
วิตามิน E บำรุงผิว สกัดจาก Palm Fruit คัดสรรจากแหล่งผลิตน้ำมันปาล์มที่ดีที่สุดในโลก มีวิตามิน E เข้มข้นมาก ต้านอนุมูลอิสระได้ดีมากขึ้นถึง 40-60 เท่า ประกุจเกาะกำบังผิวจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมและแสงแดด ทำให้ผิวนุ่ม เนียนใส ผิวไม่มัน ทำให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ขาว ดูอ่อนกว่าวัย
เราสามารถเลือกใช้สินค้ากิฟฟารีนได้หลากหลายกว่า และแก้ปัญหาได้ตรงจุด
รับรองได้ว่า ถ้าเรายอมให้กิฟฟารีน ดูแลผิวหน้าของเรา เราจะไม่ขายหน้าเชียวค่ะ
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
กิฟฟารีน no-poor.com
กิฟฟารีนno-poor.com
กิฟฟารีนเป็นธุรกิจเครือข่ายหลายชั้นที่ทำได้ง่ายที่สุด ลงทุนต่ำสุด และมีความเสี่ยงต่ำที่สุด สามารถทำธุรกิจนี้ได้ควบคู่กับงานประจำ หรือทำเต็มเวลา มีหลายรูปแบบให้ท่านเลือกตามความถนัด เช่น รูปแบบการทำงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือรูปแบบประชิดตัว ก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกิจนี้ ท่านต้องถามตัวเองก่อนว่า สินค้าที่เคยซื้อใช้ในกิจวัตรประจำวัน เช่น เครื่องสำอาง โลชั่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน อาหารเสริม ผงซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างรถ เครื่องกรองน้ำ หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ปุ๋ย สินค้าเพื่อการเกษตรและอื่น ๆ ..ท่านจะเปลี่ยนจากยี่ห้ออื่นบางส่วนที่เคยใช้มาใช้ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือได้..ก็หมายความว่ากิฟฟารีนเข้าข่าย..ธุรกิจเครือข่ายที่่ท่านสามารถจัดอยู่ใน List ที่จะทำเป็นธุรกิจเสริมได้..และเราอยากให้ท่านทำความเข้าใจเรื่องธุรกิจและการแข่งขันลำดับต่อจากนี้
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในยุค Digital ทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและการทำธุรกิจแบบ Low Cost หลาย ๆ คนต้องการประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ต้องการรายได้ และความมั่นคง ทำให้หลาย ๆ คนผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจในโลก Cyber ทั้งที่ท่านเองอาจมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์อยู่บ้างแล้ว หรืออาจไม่มีเลย..ถ้าท่านมีความคิดว่ากิฟฟารีนเป็นธุรกิจที่น่าสนใจและอยากจะศึกษา ประกอบกับท่านค้นหาข้อมูลกิฟฟารีน ใน Google แล้วก็จะพบว่า มีเว็บไซต์สมาชิกกิฟฟารีนมากกว่า 5,480,000 เว็บไซต์ ทำให้ยากต่อการตัดสิน “จะเลือกเว็บไซต์ไหนดี” เยอะจนเลือกไม่ถูก..เราขอบอกท่านว่าทุกเว็บไซต์ดีเหมือน ๆ กันหมด และเชื่อว่าที่ปรึกษาแต่ละเว็บไซต์ที่ท่านตัดสินใจเลือกให้เขาเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำในการทำธุรกิจจะสามารถดูแลท่านได้..และประสบความสำเร็จได้..เพียงแต่ระยะเวลาในการประสบความสำเร็จจะเร็วหรือช้าท่านต้องให้ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติด้วย อ่านเพิ่มเติมที่ no-poor.com
กิฟฟารีนเป็นธุรกิจเครือข่ายหลายชั้นที่ทำได้ง่ายที่สุด ลงทุนต่ำสุด และมีความเสี่ยงต่ำที่สุด สามารถทำธุรกิจนี้ได้ควบคู่กับงานประจำ หรือทำเต็มเวลา มีหลายรูปแบบให้ท่านเลือกตามความถนัด เช่น รูปแบบการทำงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือรูปแบบประชิดตัว ก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกิจนี้ ท่านต้องถามตัวเองก่อนว่า สินค้าที่เคยซื้อใช้ในกิจวัตรประจำวัน เช่น เครื่องสำอาง โลชั่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน อาหารเสริม ผงซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างรถ เครื่องกรองน้ำ หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ปุ๋ย สินค้าเพื่อการเกษตรและอื่น ๆ ..ท่านจะเปลี่ยนจากยี่ห้ออื่นบางส่วนที่เคยใช้มาใช้ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือได้..ก็หมายความว่ากิฟฟารีนเข้าข่าย..ธุรกิจเครือข่ายที่่ท่านสามารถจัดอยู่ใน List ที่จะทำเป็นธุรกิจเสริมได้..และเราอยากให้ท่านทำความเข้าใจเรื่องธุรกิจและการแข่งขันลำดับต่อจากนี้
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในยุค Digital ทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและการทำธุรกิจแบบ Low Cost หลาย ๆ คนต้องการประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ต้องการรายได้ และความมั่นคง ทำให้หลาย ๆ คนผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจในโลก Cyber ทั้งที่ท่านเองอาจมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์อยู่บ้างแล้ว หรืออาจไม่มีเลย..ถ้าท่านมีความคิดว่ากิฟฟารีนเป็นธุรกิจที่น่าสนใจและอยากจะศึกษา ประกอบกับท่านค้นหาข้อมูลกิฟฟารีน ใน Google แล้วก็จะพบว่า มีเว็บไซต์สมาชิกกิฟฟารีนมากกว่า 5,480,000 เว็บไซต์ ทำให้ยากต่อการตัดสิน “จะเลือกเว็บไซต์ไหนดี” เยอะจนเลือกไม่ถูก..เราขอบอกท่านว่าทุกเว็บไซต์ดีเหมือน ๆ กันหมด และเชื่อว่าที่ปรึกษาแต่ละเว็บไซต์ที่ท่านตัดสินใจเลือกให้เขาเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำในการทำธุรกิจจะสามารถดูแลท่านได้..และประสบความสำเร็จได้..เพียงแต่ระยะเวลาในการประสบความสำเร็จจะเร็วหรือช้าท่านต้องให้ความร่วมมือในการลงมือปฏิบัติด้วย อ่านเพิ่มเติมที่ no-poor.com
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
จับปุ๋ย'ปูแดง' ข้อหาแชร์ลูกโซ่
ดีเอสไอลุยค้นบริษัทเบสท์ 59 จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์เกษตรปุ๋ยปูแดงไคโตซาน และผงชูรสปูแดง 4 จุด ฐานฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ แค่จุดแรกก็เจอดี ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ นำทีมตรวจค้นบริษัทย่านแจ้งวัฒนะ หวิดปะทะสมาชิกขายตรง และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริษัท ร่วม 100 คน ขนาดนักข่าวยังเกือบถูกกรอกน้ำปุ๋ยใส่ปาก ต้องเรียกตำรวจปากเกร็ดมาช่วยถอยทัพออก ด้านประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย แถลงโต้ ธุรกิจขายตรงคนไทยถูกฆ่าตัดตอน แต่ สคบ.กลับไปอุ้มชูคนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจเดียวกัน
ดีเอสไอปูพรมค้นบริษัทขายตรง "ปูแดงไคโตซาน" เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 19 ม.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวง การคลัง เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประมาณ 100 นาย นำหมายค้นศาลอาญา กระจายกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ต่างๆ เพื่อหาพยานหลักฐานดำเนินคดีกับบริษัท เบสท์ 59 จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตปุ๋ยและผลิตภัณฑ์การเกษตรให้สมาชิกในระบบขายตรง ในแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปูแดงไคโตซานและผงชูรสปูแดง ฐานฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ พร้อมออกหมายจับนายสมปอง แซ่ตั้ง อายุ 51 ปี ประธานบริษัทเบสท์ 59 นายธนาพัทธ์ กิจใบ อายุ 46 ปี นายวิชาญ จำปาขาว อายุ 41 ปี และนายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย อายุ 28 ปี โดย 3 คนหลังเป็นเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เบสท์ 59 หลังพบว่ามีการจ่ายเงินตอบแทนให้สมาชิกเกินกว่ากฎหมายกำหนดและประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดแรก เข้าตรวจค้นที่ บริษัทเบสท์ 59 จำกัด เลขที่ 34/6 ถนนแจ้งวัฒนะ หมู่ 1 ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทันทีที่เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำหมายค้นเข้าตรวจหาหลักฐาน เจ้าหน้าที่บริษัท และสมาชิกขายตรงเกือบ 100 คน เกิดความไม่พอใจตะโกนโห่ร้องขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น พร้อมตะโกนเสียดสีด่าทอและยืนยันว่า เป็นธุรกิจที่ถูกต้องของชาวนา พร้อมนำผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตซาน มายืนยันว่าเป็นปุ๋ยบำรุงทางการเกษตรจริง ไม่มีพฤติกรรมหลอกลวง หรือทำแชร์ลูกโซ่ตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว สมาชิกขายตรงบางคนปรี่เข้ามากระชากมือผู้สื่อข่าวด้วยอารมณ์ เกรี้ยวกราด บังคับให้ดื่มน้ำปุ๋ยปูแดงไคโตซาน จนเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย เมื่อสมาชิกขายตรงที่ทราบข่าวเดินทางมาสมทบจำนวนมาก ชุดตรวจค้นต้องขอกำลังตำรวจจาก สภ.ปากเกร็ด มาช่วยควบคุมสถานการณ์ ก่อนถอนกำลังทั้งหมดออกมา เพราะเกรงจะเกิดเหตุวุ่นวายมากไปกว่านี้
จุดที่สอง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบริษัท ปูแดงไคโตซาน จำกัด บริษัทในเครือบริษัทเบสท์ 59 เลขที่ 55/88 หมู่ 3 ถนนสาย 345 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จุดที่สาม เข้าค้นโรงงานทีเอ็นพี ไคโตซาน จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตซาน ในเครือบริษัทเบสท์ 59 เลขที่ 106/5 หมู่ 4 ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และจุดสุดท้ายเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 49/149 หมู่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี บ้านพักของนายสมปอง แซ่ตั้ง อายุ 51 ปี ประธาน บริษัทเบสท์ 59 ก่อนยึดพยานเอกสารและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ไว้ตรวจสอบจำนวนหนึ่ง
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 46 บริษัทเบสท์ 59 ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. ให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือปุ๋ยปูแดงไคโตซาน และผงชูรสปูแดง ต่อมาปี 51 บริษัทเบสท์ 59 ได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพิ่มเป็น 45 รายการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สคบ. จากนั้นให้พนักงานของบริษัทหรือสมาชิกขายตรงไปชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนสมัครสมาชิกเป็นเครือข่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พร้อมแนะนำแผนการจ่ายเงินตอบแทน เมื่อเจ้าหน้าที่ป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวงการคลัง เข้าตรวจสอบพบว่า แผนการตลาดดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินให้สมาชิกขายตรงเกินกว่ากฎหมายกำหนดในอัตราร้อยละ 4-6 บางแผนจ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเมื่อกรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปูแดงไคโตซาน ไม่พบสารที่เป็นปุ๋ยให้ประโยชน์ต่อพืชผล ส่วนผงชูรสปูแดงตรวจพบว่า มีสารของปุ๋ยผสมอยู่ เมื่อ สคบ. เพิกถอนใบอนุญาตขายตรง แต่บริษัทยังดำเนินกิจการ จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุม เบื้องต้นจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 1 คนคือ นายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย
ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตรซาน สมาชิกต้องจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ 3,500 บาท จ่ายค่าสมาชิกอีก 300 บาท เพื่อแลกผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตรซาน 1 ชุด และได้รับรหัสเป็นสมาชิกขายตรงของบริษัท เพื่อมีสิทธิหาผู้สนใจมาสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น หากหาสมาชิกใหม่ได้เพิ่ม จะรับผลตอบแทนคนละ 500-1,000 บาท หากหาสมาชิกได้มาก ผลตอบแทนจะทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ ตามที่กำหนดในแผนการตลาด เป็นการจ่ายผลตอบแทนเกินกว่ากฎหมายกำหนดในลักษณะแชร์ลูกโซ่ นำเงินสมาชิกใหม่มาจ่ายให้สมาชิกเก่าจนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ จากการสอบสวนยังพบว่าบริษัทดังกล่าวมียอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 100 ล้านบาท มีสมาชิกขายตรงกว่า 1.1 หมื่นคน กำลังตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหายอดความเสียหายที่แท้จริง
วันเดียวกัน ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ นายณัชรุตม์ ทบวงศรี ประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย แถลงข่าวตอบโต้การบุกตรวจค้นของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ขณะนี้บริษัทขายตรงของคนไทยถูกคุกคามอย่างหนัก โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ สุ่มตรวจค้นบริษัทขายตรง และตั้งข้อหาระดมคน หรือแชร์ลูกโซ่ส่งผลให้กิจการขายตรงจำต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะ สคบ. จ้องจับผิดแต่บริษัทขายตรงที่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการ
"ปัจจุบันธุรกิจขายตรงของคนไทยสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ถูก สคบ.ฆ่าตัดตอนด้วยการนำเอาข้อกฎหมายมากล่าวหา หรือบุกตรวจค้น ทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัท แม้ไม่พบหลักฐานการกระทำความผิด นี่คือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำลายอุตสาหกรรมขายตรงของคนไทย หาก สคบ.มีความจริงใจ ควรชี้แนะหรือตักเตือน ไม่ใช่อาศัยแต่กฎหมายเป็นเครื่องมือฆ่าธุรกิจคนไทย ตรงข้ามกลับปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติดำเนินธุรกิจอย่างสบาย ทั้งที่มีพฤติกรรมและวิธีการไม่แตกจากบริษัทของคนไทย ทำให้เกิดคำถามว่า สคบ.มี 2 มาตรฐานในการดูแลคนไทยกับชาวต่างชาติ เรื่องนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตลอดจนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม น่าจะลงมาดูในรายละเอียด เพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทย โดยเฉพาะการขายตรงที่สามารถสร้างงานสร้างเงินให้กับคนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ ปล่อยให้กลไกของรัฐทำร้ายประชาชน โดยวิธีการสองมาตรฐานเช่นนี้" นายกายกล่าว
ที่มา :http://www.thairath.co.th/today/view/59883
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
ดีเอสไอปูพรมค้นบริษัทขายตรง "ปูแดงไคโตซาน" เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 19 ม.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวง การคลัง เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประมาณ 100 นาย นำหมายค้นศาลอาญา กระจายกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ต่างๆ เพื่อหาพยานหลักฐานดำเนินคดีกับบริษัท เบสท์ 59 จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตปุ๋ยและผลิตภัณฑ์การเกษตรให้สมาชิกในระบบขายตรง ในแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปูแดงไคโตซานและผงชูรสปูแดง ฐานฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ พร้อมออกหมายจับนายสมปอง แซ่ตั้ง อายุ 51 ปี ประธานบริษัทเบสท์ 59 นายธนาพัทธ์ กิจใบ อายุ 46 ปี นายวิชาญ จำปาขาว อายุ 41 ปี และนายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย อายุ 28 ปี โดย 3 คนหลังเป็นเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เบสท์ 59 หลังพบว่ามีการจ่ายเงินตอบแทนให้สมาชิกเกินกว่ากฎหมายกำหนดและประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดแรก เข้าตรวจค้นที่ บริษัทเบสท์ 59 จำกัด เลขที่ 34/6 ถนนแจ้งวัฒนะ หมู่ 1 ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทันทีที่เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำหมายค้นเข้าตรวจหาหลักฐาน เจ้าหน้าที่บริษัท และสมาชิกขายตรงเกือบ 100 คน เกิดความไม่พอใจตะโกนโห่ร้องขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น พร้อมตะโกนเสียดสีด่าทอและยืนยันว่า เป็นธุรกิจที่ถูกต้องของชาวนา พร้อมนำผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตซาน มายืนยันว่าเป็นปุ๋ยบำรุงทางการเกษตรจริง ไม่มีพฤติกรรมหลอกลวง หรือทำแชร์ลูกโซ่ตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว สมาชิกขายตรงบางคนปรี่เข้ามากระชากมือผู้สื่อข่าวด้วยอารมณ์ เกรี้ยวกราด บังคับให้ดื่มน้ำปุ๋ยปูแดงไคโตซาน จนเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย เมื่อสมาชิกขายตรงที่ทราบข่าวเดินทางมาสมทบจำนวนมาก ชุดตรวจค้นต้องขอกำลังตำรวจจาก สภ.ปากเกร็ด มาช่วยควบคุมสถานการณ์ ก่อนถอนกำลังทั้งหมดออกมา เพราะเกรงจะเกิดเหตุวุ่นวายมากไปกว่านี้
จุดที่สอง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบริษัท ปูแดงไคโตซาน จำกัด บริษัทในเครือบริษัทเบสท์ 59 เลขที่ 55/88 หมู่ 3 ถนนสาย 345 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จุดที่สาม เข้าค้นโรงงานทีเอ็นพี ไคโตซาน จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตซาน ในเครือบริษัทเบสท์ 59 เลขที่ 106/5 หมู่ 4 ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และจุดสุดท้ายเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 49/149 หมู่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี บ้านพักของนายสมปอง แซ่ตั้ง อายุ 51 ปี ประธาน บริษัทเบสท์ 59 ก่อนยึดพยานเอกสารและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ไว้ตรวจสอบจำนวนหนึ่ง
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 46 บริษัทเบสท์ 59 ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. ให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือปุ๋ยปูแดงไคโตซาน และผงชูรสปูแดง ต่อมาปี 51 บริษัทเบสท์ 59 ได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพิ่มเป็น 45 รายการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สคบ. จากนั้นให้พนักงานของบริษัทหรือสมาชิกขายตรงไปชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนสมัครสมาชิกเป็นเครือข่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พร้อมแนะนำแผนการจ่ายเงินตอบแทน เมื่อเจ้าหน้าที่ป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวงการคลัง เข้าตรวจสอบพบว่า แผนการตลาดดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินให้สมาชิกขายตรงเกินกว่ากฎหมายกำหนดในอัตราร้อยละ 4-6 บางแผนจ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเมื่อกรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปูแดงไคโตซาน ไม่พบสารที่เป็นปุ๋ยให้ประโยชน์ต่อพืชผล ส่วนผงชูรสปูแดงตรวจพบว่า มีสารของปุ๋ยผสมอยู่ เมื่อ สคบ. เพิกถอนใบอนุญาตขายตรง แต่บริษัทยังดำเนินกิจการ จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุม เบื้องต้นจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 1 คนคือ นายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย
ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตรซาน สมาชิกต้องจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ 3,500 บาท จ่ายค่าสมาชิกอีก 300 บาท เพื่อแลกผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตรซาน 1 ชุด และได้รับรหัสเป็นสมาชิกขายตรงของบริษัท เพื่อมีสิทธิหาผู้สนใจมาสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น หากหาสมาชิกใหม่ได้เพิ่ม จะรับผลตอบแทนคนละ 500-1,000 บาท หากหาสมาชิกได้มาก ผลตอบแทนจะทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ ตามที่กำหนดในแผนการตลาด เป็นการจ่ายผลตอบแทนเกินกว่ากฎหมายกำหนดในลักษณะแชร์ลูกโซ่ นำเงินสมาชิกใหม่มาจ่ายให้สมาชิกเก่าจนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ จากการสอบสวนยังพบว่าบริษัทดังกล่าวมียอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 100 ล้านบาท มีสมาชิกขายตรงกว่า 1.1 หมื่นคน กำลังตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหายอดความเสียหายที่แท้จริง
วันเดียวกัน ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ นายณัชรุตม์ ทบวงศรี ประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย แถลงข่าวตอบโต้การบุกตรวจค้นของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ขณะนี้บริษัทขายตรงของคนไทยถูกคุกคามอย่างหนัก โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ สุ่มตรวจค้นบริษัทขายตรง และตั้งข้อหาระดมคน หรือแชร์ลูกโซ่ส่งผลให้กิจการขายตรงจำต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะ สคบ. จ้องจับผิดแต่บริษัทขายตรงที่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการ
"ปัจจุบันธุรกิจขายตรงของคนไทยสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ถูก สคบ.ฆ่าตัดตอนด้วยการนำเอาข้อกฎหมายมากล่าวหา หรือบุกตรวจค้น ทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัท แม้ไม่พบหลักฐานการกระทำความผิด นี่คือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำลายอุตสาหกรรมขายตรงของคนไทย หาก สคบ.มีความจริงใจ ควรชี้แนะหรือตักเตือน ไม่ใช่อาศัยแต่กฎหมายเป็นเครื่องมือฆ่าธุรกิจคนไทย ตรงข้ามกลับปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติดำเนินธุรกิจอย่างสบาย ทั้งที่มีพฤติกรรมและวิธีการไม่แตกจากบริษัทของคนไทย ทำให้เกิดคำถามว่า สคบ.มี 2 มาตรฐานในการดูแลคนไทยกับชาวต่างชาติ เรื่องนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตลอดจนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม น่าจะลงมาดูในรายละเอียด เพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทย โดยเฉพาะการขายตรงที่สามารถสร้างงานสร้างเงินให้กับคนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ ปล่อยให้กลไกของรัฐทำร้ายประชาชน โดยวิธีการสองมาตรฐานเช่นนี้" นายกายกล่าว
ที่มา :http://www.thairath.co.th/today/view/59883
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนแนะนำแก่สมาชิก!! วันนี้
+เครื่องกรองน้ำกิฟฟารีนเอ็กซ์ตร้าเพียว ระบบกรองอัจฉริยะ 9 ชั้น ดีต่อสุขภาพคุณและครอบครัว
-สมบูรณ์แบบด้วยระบบกรองอัจฉริยะ
-คุณภาพมาตรฐาน
-รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี
-ง่ายต่อการบำรุงรักษา
-ให้ความประหยัดกว่าในระยะยาว
อัจฉริยะกรอง 9 ชั้น
1.ชั้นกรองตะกอนและสารแขวนลอยขนาดใหญ่จากน้ำดิบก่อนจะเข้าสู่เครื่องกรองน้ำ ช่วยปรับแรงดันน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการกรองอย่างมีประสิทธิภาพ
2.ชั้นกรองรส กลิ่น สี สารอินทรีย์ต่างๆ ที่ตกค้างที่ปนเปื้อนมากับน้ำรวมทั้ง สารคลอรีน โลหะหนัก เคมีเกษตร เคมีอุตสาหกรรมจากอาคารบ้านเรือน
3.สารกรอง KDF 55 มาตรฐาน NSF จาก USA
4. ชั้นกรอง Activated Carbon 2
5.ชั้นกรองป้องกันและยับยั้งการเกิดแบคทีเรียในน้ำได้อย่างดียิ่ง
6. ชั้นกรองพิเศษ ช่วยกรองละออง ผง ฝุ่นตะกอนขนาดเล็กของสารกรองที่อาจหลุดมาเพื่อความสะอาดเพิ่มขึ้นอีก
7. แสงอุตราไวโอเลฆ่าเชื้อโรคที่ปนมาในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพชั้นสุดท้าย
8. ระบบแม่เหล็ก (ปรับโมเลกุลน้ำ)เพื่อปรับสภาพน้ำที่กรองแล้วให้เป็นน้ำที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก (12 โมเลกุล) ซึ่งมีประโยชน์ในการนำพาสารอาหารเข้าสู่เซลส์ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. ระบบป้องกันแบคทีเรียและจุลินทรีย์ย้อนกลับที่ท่อน้ำสะอาดหลังกรองเพื่อความมั่นใจและปลอดภัยสูงสุด
**ได้ PV เต็มด้วยค่ะ
ชมไฟลน์ VDO เครื่องกรองน้ำได้ที่นี่ http://www.no-poor.com/giffarine_media.html
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
-สมบูรณ์แบบด้วยระบบกรองอัจฉริยะ
-คุณภาพมาตรฐาน
-รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี
-ง่ายต่อการบำรุงรักษา
-ให้ความประหยัดกว่าในระยะยาว
อัจฉริยะกรอง 9 ชั้น
1.ชั้นกรองตะกอนและสารแขวนลอยขนาดใหญ่จากน้ำดิบก่อนจะเข้าสู่เครื่องกรองน้ำ ช่วยปรับแรงดันน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการกรองอย่างมีประสิทธิภาพ
2.ชั้นกรองรส กลิ่น สี สารอินทรีย์ต่างๆ ที่ตกค้างที่ปนเปื้อนมากับน้ำรวมทั้ง สารคลอรีน โลหะหนัก เคมีเกษตร เคมีอุตสาหกรรมจากอาคารบ้านเรือน
3.สารกรอง KDF 55 มาตรฐาน NSF จาก USA
4. ชั้นกรอง Activated Carbon 2
5.ชั้นกรองป้องกันและยับยั้งการเกิดแบคทีเรียในน้ำได้อย่างดียิ่ง
6. ชั้นกรองพิเศษ ช่วยกรองละออง ผง ฝุ่นตะกอนขนาดเล็กของสารกรองที่อาจหลุดมาเพื่อความสะอาดเพิ่มขึ้นอีก
7. แสงอุตราไวโอเลฆ่าเชื้อโรคที่ปนมาในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพชั้นสุดท้าย
8. ระบบแม่เหล็ก (ปรับโมเลกุลน้ำ)เพื่อปรับสภาพน้ำที่กรองแล้วให้เป็นน้ำที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก (12 โมเลกุล) ซึ่งมีประโยชน์ในการนำพาสารอาหารเข้าสู่เซลส์ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. ระบบป้องกันแบคทีเรียและจุลินทรีย์ย้อนกลับที่ท่อน้ำสะอาดหลังกรองเพื่อความมั่นใจและปลอดภัยสูงสุด
**ได้ PV เต็มด้วยค่ะ
ชมไฟลน์ VDO เครื่องกรองน้ำได้ที่นี่ http://www.no-poor.com/giffarine_media.html
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
11 ขายตรงทิ้งไพ่โหมธุรกิจส่งท้ายปีวัว
สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทขายตรงในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี 2552 นั้น ก็ยังคงคึกคัก พบ 11 บริษัทขายตรงทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ปลุกขวัญกำลังใจสมาชิก โหมกระแสขายตรงแรงส่งท้ายปีวัว
เริ่มกันที่ยักษ์ใหญ่ขายตรงต่างชาติ อย่างบริษัท แอมเวย์ (ประ เทศไทย) จำกัด หลังงัดกลยุทธ์เด็ด ปูฐานผู้บริโภค ด้วยการลดค่าสมัครสมาชิกเหลือเพียง 100 บาท และเดินหน้าทำกิจกรรมคืนกำไรแก่สังคมมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ปิดฉากส่งท้ายปีวัว ด้วยการบินไกลไปถึงเชียง ราย จัดงานสัมมนาและแถลงข่าวใหญ่ถึงผลประกอบการ มั่นใจแอม เวย์ยอดขายทั้งปีเฉียด 13,000 ล้านบาท
ถัดมาเป็นบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ลงนามความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ในการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอที อาทิ เครื่องครัว ตู้เย็น และไมโครเวฟ ที่สูงด้วยประสิทธิภาพ มีคุณภาพระดับมาตรฐานสากล และเพิ่มโอกาสทางการตลาดเพื่อขยายเครือข่ายทางธุรกิจแก่นักธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภคกิฟฟารีน
ด้านบริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด จัดงานแถลงข่าวกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจเฮอร์บาไลฟ์ ในปี 2553 โดยมี มร.ทิม แซนซัน รองประ ธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป เฮอร์บาไลฟ์ ไทยแลนด์ เดินทางมาร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชน พร้อมเปิดตัว "คลับสุขภาพ" เพื่อการมีสุขภาพที่ดีตามภาวะโภช นาการที่เหมาะสมของคนไทย
ส่วนการจัดงานมอบเข็มเกียรติยศนักขาย ก็ยังคงมีอีกหลากหลายบริษัทจัดกัน เพื่อการฉลองส่งท้ายปี
อย่างบริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน "วันแห่งดาว ก้าวแห่งเกียรติยศ 2009" เชิดชูนักธุรกิจอิสระ ณ ศูนย์การประชุม ไบเทคบางนา, บริษัท เอเชี่ยนไลฟ์ จำกัด จัดงานประดับเข็มเกียรติยศนักขาย 101 คน เป็นครั้งแรก ในรอบ 22 เดือน ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมา และเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าจับตามอง กับความแข็งแกร่งในการสร้างผู้นำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจขายตรง
ถัดมาเป็นบริษัท โอทู อิน เตอร์เนชั่นแนล จำกัด โหมกระแสธุรกิจแรงต่อเนื่องปลายปี ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฆ่าหญ้า, บริษัท ซีมูซี่ จำกัด จัดฉลองปีใหม่ให้กับบรรดาสมาชิก พร้อมกับบริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่จะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ ขอบคุณสมาชิกเหมือนกัน แถมด้วยการมอบรางวัล แจกทอง แจกจานดาวเทียมเพียบ และบริษัท เบส์ท 59 จำกัด หรือปูแดง ไคโตซาน จัดแข่งกีฬาสีส่งท้ายปี เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานบริษัทกับบรรดาผู้นำสมาชิกเครือข่าย...งานนี้ถูกใจหมู่มวลสมาชิกยิ่งนัก
ด้านบริษัท จอยแอนด์ คอยน์ คอปอเรชั่น จำกัด หรือ 'เจริญโอสถ' จัดฉลองใหญ่เปิดสาขาใหม่ที่ขอนแก่น และปิดท้ายกันที่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ ก็ยังคงเดินหน้าขยายศูนย์สาขาทิ้งทวนปลายปี ด้วยการเปิดฉลองศูนย์สาขาใหม่ ศูนย์รังสิต ณ จังหวัดปทุมธานี คาดปีหน้าจะบุกเปิดเพิ่ม 15 ศูนย์สาขา
ที่มา : http://www.taladvikrao.com,http://www.mlm.in.th
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
เริ่มกันที่ยักษ์ใหญ่ขายตรงต่างชาติ อย่างบริษัท แอมเวย์ (ประ เทศไทย) จำกัด หลังงัดกลยุทธ์เด็ด ปูฐานผู้บริโภค ด้วยการลดค่าสมัครสมาชิกเหลือเพียง 100 บาท และเดินหน้าทำกิจกรรมคืนกำไรแก่สังคมมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ปิดฉากส่งท้ายปีวัว ด้วยการบินไกลไปถึงเชียง ราย จัดงานสัมมนาและแถลงข่าวใหญ่ถึงผลประกอบการ มั่นใจแอม เวย์ยอดขายทั้งปีเฉียด 13,000 ล้านบาท
ถัดมาเป็นบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ลงนามความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ในการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอที อาทิ เครื่องครัว ตู้เย็น และไมโครเวฟ ที่สูงด้วยประสิทธิภาพ มีคุณภาพระดับมาตรฐานสากล และเพิ่มโอกาสทางการตลาดเพื่อขยายเครือข่ายทางธุรกิจแก่นักธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภคกิฟฟารีน
ด้านบริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด จัดงานแถลงข่าวกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจเฮอร์บาไลฟ์ ในปี 2553 โดยมี มร.ทิม แซนซัน รองประ ธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป เฮอร์บาไลฟ์ ไทยแลนด์ เดินทางมาร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชน พร้อมเปิดตัว "คลับสุขภาพ" เพื่อการมีสุขภาพที่ดีตามภาวะโภช นาการที่เหมาะสมของคนไทย
ส่วนการจัดงานมอบเข็มเกียรติยศนักขาย ก็ยังคงมีอีกหลากหลายบริษัทจัดกัน เพื่อการฉลองส่งท้ายปี
อย่างบริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน "วันแห่งดาว ก้าวแห่งเกียรติยศ 2009" เชิดชูนักธุรกิจอิสระ ณ ศูนย์การประชุม ไบเทคบางนา, บริษัท เอเชี่ยนไลฟ์ จำกัด จัดงานประดับเข็มเกียรติยศนักขาย 101 คน เป็นครั้งแรก ในรอบ 22 เดือน ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมา และเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าจับตามอง กับความแข็งแกร่งในการสร้างผู้นำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจขายตรง
ถัดมาเป็นบริษัท โอทู อิน เตอร์เนชั่นแนล จำกัด โหมกระแสธุรกิจแรงต่อเนื่องปลายปี ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฆ่าหญ้า, บริษัท ซีมูซี่ จำกัด จัดฉลองปีใหม่ให้กับบรรดาสมาชิก พร้อมกับบริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่จะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ ขอบคุณสมาชิกเหมือนกัน แถมด้วยการมอบรางวัล แจกทอง แจกจานดาวเทียมเพียบ และบริษัท เบส์ท 59 จำกัด หรือปูแดง ไคโตซาน จัดแข่งกีฬาสีส่งท้ายปี เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานบริษัทกับบรรดาผู้นำสมาชิกเครือข่าย...งานนี้ถูกใจหมู่มวลสมาชิกยิ่งนัก
ด้านบริษัท จอยแอนด์ คอยน์ คอปอเรชั่น จำกัด หรือ 'เจริญโอสถ' จัดฉลองใหญ่เปิดสาขาใหม่ที่ขอนแก่น และปิดท้ายกันที่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ ก็ยังคงเดินหน้าขยายศูนย์สาขาทิ้งทวนปลายปี ด้วยการเปิดฉลองศูนย์สาขาใหม่ ศูนย์รังสิต ณ จังหวัดปทุมธานี คาดปีหน้าจะบุกเปิดเพิ่ม 15 ศูนย์สาขา
ที่มา : http://www.taladvikrao.com,http://www.mlm.in.th
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
ขายตรงปีวัวไฟ ปิดบัญชี4.7หมื่นล้าน
ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ปิดบัญชี ขายตรงปีวัวไฟ ค่ายใหญ่อันดับต้นๆ สอบผ่าน ค่ายเล็กทำธุรกิจหืดขึ้นคอ หลังโดนพิษ 'เศรษฐกิจ-การเมือง' เล่นงาน สิ้นปียอดขายรวมโตไม่ถึง 10% ปิดหีบยอดขาย จอดป้ายแค่ 4.7 หมื่นล้าน 'แอมเวย์' โกยเฉียด 13,000 ล้าน ด้าน 'กิฟฟารีน' ปลื้มใจ! ยอดขายโต 10% แตะตัวเลข 4,600 ล้าน ส่วนแชมป์ตลอดกาลอย่าง 'ปูแดง ไคโตซาน'ขายตรงสินค้าเกษตรต้นแบบ กวาดทะลุเป้า 3,600 ล้าน ม้ามืด 'นีโอไลฟ์' ขวัญใจรากหญ้า รับเหนาะๆ 1,850 ล้าน ด้าน 'เจริญโอสถ-โอทู' เฟื่องฟูเหลือหลาย ยอดขายโตพุ่งพรวด หลังโหมกระแสแรง ผ่านสื่อทีวีดาวเทียม...กูรูขายตรงชี้ ปีหน้าฟ้าใหม่ ยังคงเป็นโอกาสทองของธุรกิจขายตรง หากทุกบริษัทสามารถสร้างศรัทธา และสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ฟันธง!ปีเสือดุ ธุรกิจขายตรงต้องคำราม!
หากย้อนมองภาพรวมของธุรกิจขายตรงตลอดทั้งปี 2552 แล้ว จะพบว่า แทบทุกค่ายบริษัทต้องทำ งานกันอย่างหนักมาตลอดทั้งปี หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลง ทำให้ต้นทุนทางธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการ และนักธุรกิจอิสระ ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แม้ว่า ธุรกิจขายตรงจะยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาเสริม โดยเฉพาะคนว่างงาน ที่ได้ขยับขยายเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ก็ตาม แต่จำนวนสมาชิกขายตรงที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เม็ดเงินในธุรกิจขายตรงโดยรวมแพร่สะพัดมากขึ้นเท่าใด เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงโดยรวม จากการประ เมินในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คาดว่า น่าจะเติบโตได้กว่า 10% แต่พอเอาเข้าจริงๆ หลังเจอปัจจัยลบรุมเร้าทางเศรษฐกิจและการเมือง แม้ว่า ผู้ประ กอบการธุรกิจขายตรงจะมองเห็นวิกฤติเป็นโอกาส แต่กับผลสรุปยอดขายสิ้นปีนี้ของแต่ละบริษัทอย่างไม่เป็นทางการแล้ว พบว่า มูลค่าตลาดขายตรงโดยรวม ขยับเติบโตได้เพียง 7% หรือมีมูลค่าตลาดรวม 4.7 หมื่นล้านบาท เพียงเท่านั้น เรียกว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่า เป็นความโชคดีที่ธุรกิจขายตรงยังคงเติบโตได้ดีตลอดทั้งปี 2552 โดยเฉพาะบริษัทขายตรงค่ายใหญ่อันดับต้นๆ ซึ่งมีแบรนด์ติดตลาดแล้ว ยังคงแหวกเมฆฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจรอดพ้นไปได้ด้วยดี หลายค่ายเติบโตกว่า 10% บางค่ายโตแค่ 7-8% และก็มีบางค่ายเติบโตเพียง 5% ส่วนค่ายบริษัทเล็กๆ ที่รอดพ้นวิกฤติก็ทำได้แค่เสมอตัว หรือบางบริษัทยอดขายก็ลดลงเล็กน้อย แต่สำหรับขายตรงค่ายเล็กที่ไม่มีการสร้างแบรนด์ หรือแบรนด์ยังไม่แข็งพอ หรือแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักแล้ว ย่อมต้องตกที่นั่งลำบาก บางบริษัทถึงคราต้องปิดตัว หรือดับสูญ หรือล้มหายตายจากไปจากวงการ ส่วนที่อยู่ได้ ก็ได้แค่ประคองตัวให้อยู่รอด ก็เท่านั้น
สำหรับในปีหน้า แม้ว่า จะยังคงเป็นปีเสือดุ แต่ก็เชื่อว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมจะเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้ หากไม่มีปัจจัยลบทางการเมืองเข้ามาแทรก...ด้วยเพราะเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว อันจะทำให้เม็ดเงินในระบบแพร่สะพัดมากขึ้น นั่นหมายถึงว่า จะมีการจับจ่ายภาคประชาชนมากขึ้น อีกทั้งสภาพการว่างงาน ก็ยังคงดำรงอยู่ ก็เชื่อว่า คน ว่างงานเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็จะถ่ายเทเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง
แต่สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ ก็คือ การปรับตัวรับมือให้พร้อม โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ให้เกิดการยอมรับ การใช้สื่อช่วยในการประชาสัมพันธ์ การหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและประชาชน รวมถึงการมุ่งเน้นอบรมผู้นำ หรือการสร้างคน หรือการสร้างผู้นำให้เป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณมากขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ก็น่าจะช่วยให้ทุกบริษัทขายตรงฝ่าฟันอุปสรรคในปีเสือดุไปได้อย่างแน่นอน
สำหรับผลประกอบการของแต่ละบริษัทขายตรงนั้น ตามที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขมาบาง บริษัท ก็พอสรุปได้ว่า 'แอมเวย์' ยังคงเป็นจ้าวบัลลังก์ธุรกิจขายตรง ด้วยยอดขายทะลุทะลวงเกือบเตะ 13,000 ล้านบาท, ส่วน 'กิฟฟารีน' เตะตัวเลขอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท...ด้าน 'ปูแดง ไคโตซาน' มาแรงแซงโค้งคว้าชัย 3.6 พันล้านบาท ถัดมา 'นีโอ ไลฟ์'1,850 ล้านบาท, โอทู 900 ล้านบาท และ 'เอเชียนไลฟ์' อยู่ที่ 200 ล้านบาท
ตลาดขายตรงปีวัวปิดบัญชี4.7หมื่นล.
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ว่า แม้ว่า ธุรกิจขายตรงจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จนภาคธุรกิจขายตรงต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านการบริหารจัดการเพิ่ม แต่ก็ใช่ว่า ธุรกิจขายตรงโดยภาพรวมจะไม่เติบโต โดยทั้งปีนี้ ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโต อยู่ที่ 7% ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ว่า น่าจะมีอัตราการเติบโต 10% โดยมูลค่าตลาดรวมทั้งปี ตัวเลขอยู่ที่ประมาณกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท
สำหรับ 'กิฟฟารีน' แล้ว การดำเนินธุรกิจ แทบจะเรียกว่า ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจน้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีฐานสมาชิกจำนวนมาก โดยมีสมาชิกที่สมัครเข้ามาใหม่มากกว่า 5,500,000 รหัส และเมื่อสมัครเข้ามาแล้ว ก็จะดำรงความเป็นสมาชิกของ 'กิฟฟารีน' ไปตลอดชีพ และที่พบส่วนมาก สมาชิกของ 'กิฟฟารีน' เริ่มจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนสมาชิกที่มีรายได้จากการทำธุรกิจ "กิฟฟารีน" นั้น ขณะนี้มีอยู่มากกว่า 3 แสนคน และมีการกระจายสินค้าผ่านผู้บริโภคของ 'กิฟฟารีน' ประมาณ 5 ล้านชิ้นต่อเดือน
"ในช่วง 11 เดือนแรกที่ผ่านมา 'กิฟฟารีน' ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ส่วนช่วงเดือนสุดท้ายที่เหลือปลายปีนี้ น่าจะทำได้อีกหลายร้อยล้านบาท และอาจจะส่งผลให้ 'กิฟฟารีน' ปิดยอดขายทั้งปี เติบโต 10% หรือตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 4,600 ล้านบาท ส่วนปีหน้าตั้งเป้ากวาดยอดขาย 5,000 ล้านบาท"
ที่มา : http://www.taladvikrao.com,http://www.mlm.in.th
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
หากย้อนมองภาพรวมของธุรกิจขายตรงตลอดทั้งปี 2552 แล้ว จะพบว่า แทบทุกค่ายบริษัทต้องทำ งานกันอย่างหนักมาตลอดทั้งปี หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลง ทำให้ต้นทุนทางธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการ และนักธุรกิจอิสระ ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แม้ว่า ธุรกิจขายตรงจะยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาเสริม โดยเฉพาะคนว่างงาน ที่ได้ขยับขยายเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ก็ตาม แต่จำนวนสมาชิกขายตรงที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เม็ดเงินในธุรกิจขายตรงโดยรวมแพร่สะพัดมากขึ้นเท่าใด เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงโดยรวม จากการประ เมินในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คาดว่า น่าจะเติบโตได้กว่า 10% แต่พอเอาเข้าจริงๆ หลังเจอปัจจัยลบรุมเร้าทางเศรษฐกิจและการเมือง แม้ว่า ผู้ประ กอบการธุรกิจขายตรงจะมองเห็นวิกฤติเป็นโอกาส แต่กับผลสรุปยอดขายสิ้นปีนี้ของแต่ละบริษัทอย่างไม่เป็นทางการแล้ว พบว่า มูลค่าตลาดขายตรงโดยรวม ขยับเติบโตได้เพียง 7% หรือมีมูลค่าตลาดรวม 4.7 หมื่นล้านบาท เพียงเท่านั้น เรียกว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่า เป็นความโชคดีที่ธุรกิจขายตรงยังคงเติบโตได้ดีตลอดทั้งปี 2552 โดยเฉพาะบริษัทขายตรงค่ายใหญ่อันดับต้นๆ ซึ่งมีแบรนด์ติดตลาดแล้ว ยังคงแหวกเมฆฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจรอดพ้นไปได้ด้วยดี หลายค่ายเติบโตกว่า 10% บางค่ายโตแค่ 7-8% และก็มีบางค่ายเติบโตเพียง 5% ส่วนค่ายบริษัทเล็กๆ ที่รอดพ้นวิกฤติก็ทำได้แค่เสมอตัว หรือบางบริษัทยอดขายก็ลดลงเล็กน้อย แต่สำหรับขายตรงค่ายเล็กที่ไม่มีการสร้างแบรนด์ หรือแบรนด์ยังไม่แข็งพอ หรือแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักแล้ว ย่อมต้องตกที่นั่งลำบาก บางบริษัทถึงคราต้องปิดตัว หรือดับสูญ หรือล้มหายตายจากไปจากวงการ ส่วนที่อยู่ได้ ก็ได้แค่ประคองตัวให้อยู่รอด ก็เท่านั้น
สำหรับในปีหน้า แม้ว่า จะยังคงเป็นปีเสือดุ แต่ก็เชื่อว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมจะเติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้ หากไม่มีปัจจัยลบทางการเมืองเข้ามาแทรก...ด้วยเพราะเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว อันจะทำให้เม็ดเงินในระบบแพร่สะพัดมากขึ้น นั่นหมายถึงว่า จะมีการจับจ่ายภาคประชาชนมากขึ้น อีกทั้งสภาพการว่างงาน ก็ยังคงดำรงอยู่ ก็เชื่อว่า คน ว่างงานเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็จะถ่ายเทเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง
แต่สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ ก็คือ การปรับตัวรับมือให้พร้อม โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ให้เกิดการยอมรับ การใช้สื่อช่วยในการประชาสัมพันธ์ การหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและประชาชน รวมถึงการมุ่งเน้นอบรมผู้นำ หรือการสร้างคน หรือการสร้างผู้นำให้เป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณมากขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ก็น่าจะช่วยให้ทุกบริษัทขายตรงฝ่าฟันอุปสรรคในปีเสือดุไปได้อย่างแน่นอน
สำหรับผลประกอบการของแต่ละบริษัทขายตรงนั้น ตามที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขมาบาง บริษัท ก็พอสรุปได้ว่า 'แอมเวย์' ยังคงเป็นจ้าวบัลลังก์ธุรกิจขายตรง ด้วยยอดขายทะลุทะลวงเกือบเตะ 13,000 ล้านบาท, ส่วน 'กิฟฟารีน' เตะตัวเลขอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท...ด้าน 'ปูแดง ไคโตซาน' มาแรงแซงโค้งคว้าชัย 3.6 พันล้านบาท ถัดมา 'นีโอ ไลฟ์'1,850 ล้านบาท, โอทู 900 ล้านบาท และ 'เอเชียนไลฟ์' อยู่ที่ 200 ล้านบาท
ตลาดขายตรงปีวัวปิดบัญชี4.7หมื่นล.
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ว่า แม้ว่า ธุรกิจขายตรงจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จนภาคธุรกิจขายตรงต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านการบริหารจัดการเพิ่ม แต่ก็ใช่ว่า ธุรกิจขายตรงโดยภาพรวมจะไม่เติบโต โดยทั้งปีนี้ ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโต อยู่ที่ 7% ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ว่า น่าจะมีอัตราการเติบโต 10% โดยมูลค่าตลาดรวมทั้งปี ตัวเลขอยู่ที่ประมาณกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท
สำหรับ 'กิฟฟารีน' แล้ว การดำเนินธุรกิจ แทบจะเรียกว่า ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจน้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีฐานสมาชิกจำนวนมาก โดยมีสมาชิกที่สมัครเข้ามาใหม่มากกว่า 5,500,000 รหัส และเมื่อสมัครเข้ามาแล้ว ก็จะดำรงความเป็นสมาชิกของ 'กิฟฟารีน' ไปตลอดชีพ และที่พบส่วนมาก สมาชิกของ 'กิฟฟารีน' เริ่มจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนสมาชิกที่มีรายได้จากการทำธุรกิจ "กิฟฟารีน" นั้น ขณะนี้มีอยู่มากกว่า 3 แสนคน และมีการกระจายสินค้าผ่านผู้บริโภคของ 'กิฟฟารีน' ประมาณ 5 ล้านชิ้นต่อเดือน
"ในช่วง 11 เดือนแรกที่ผ่านมา 'กิฟฟารีน' ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ส่วนช่วงเดือนสุดท้ายที่เหลือปลายปีนี้ น่าจะทำได้อีกหลายร้อยล้านบาท และอาจจะส่งผลให้ 'กิฟฟารีน' ปิดยอดขายทั้งปี เติบโต 10% หรือตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 4,600 ล้านบาท ส่วนปีหน้าตั้งเป้ากวาดยอดขาย 5,000 ล้านบาท"
ที่มา : http://www.taladvikrao.com,http://www.mlm.in.th
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



