เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คุณ Mark Pilgrim จากกูเกิลได้ขึ้นบทความในหัวข้อ This Week in HTML 5 ตอนที่ 35 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความพยายามในการผลักดันมาตรฐาน HTML 5 โดยคุณ Pilgrim ได้อ้างว่า คุณ Adrian Bateman ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์และเป็นคนให้ข้อเสนอแนะ HTML 5 ฉบับร่างจากทางไมโครซอฟท์ ว่าไมโครซอฟท์จะสนับสนุนมัลติมีเดียแท็ก (multimedia tags)
โดยเริ่มต้น ไมโครซอฟท์ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการร่าง HTML 5 กับทาง WHATWG (Web Hypertext Application Technology Working Group) แต่ถึงกระนั้นไมโครซอฟท์ก็ได้พัฒนาบางฟีเจอร์จาก HTML 5 อาทิ DOM Storage** หรือแอททริบิวท์ contentEditable ลงในเบราว์เซอร์ของตน แต่เมื่อเดือนที่แล้ว คุณ Bateman ก็ได้เข้าร่วมในการปรับปรุงร่าง HTML 5 (ดูข่าวเก่า โดยคุณ lew)
ล่าสุด คุณ Bateman ได้โพสต์ข้อความลง W3C mailing list ว่า "ไมโครซอฟท์สนับสนุนแท็ก <video> และ <audio> ในร่าง HTML 5" ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเปิดเผยความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มแอททริบิวท์ที่ระบุ metadata ยังส่วนที่ระบุแหล่งของสื่อมีเดีย (media source element) และเพิ่มกระบวนการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของการสตรีมมีเดีย (media stream event notification mechanism) ที่คล้ายกับการซิงโครนัส text transcript อีกด้วย
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
กิฟฟารีน giffarine
www.no-poor.com
กิฟฟารีน ธุรกิจเสริม อาชีพเสริม รายได้เสริมออนไลน์ ปรึกษาเรา ตรวจสอบดวงชะตา ศึกษาพลังธาตุในตัวคุณ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน ภาวะผู้นำและลักษณะงานที่เหมาะกับคุณ ก่อนเริ่มธุรกิจ-คุยกับเราที่ no-poor.com
กิฟฟารีน ธุรกิจเสริม อาชีพเสริม รายได้เสริมออนไลน์ ปรึกษาเรา ตรวจสอบดวงชะตา ศึกษาพลังธาตุในตัวคุณ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน ภาวะผู้นำและลักษณะงานที่เหมาะกับคุณ ก่อนเริ่มธุรกิจ-คุยกับเราที่ no-poor.com
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Firefox ก็รองรับ WebGL แล้ว
จากข่าวเก่า WebKit เริ่มรองรับ WebGL ตอนนี้เป็นคิวของ Firefox ที่รองรับ WebGL แล้วเช่นกัน
การสนับสนุน WebGL ของ Firefox เป็นโครงการต่อเนื่องที่ Mozilla ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2007 คือการทดลอง Canvas 3D (Canvas ที่วาดภาพสามมิติได้) ซึ่งในภายหลัง Mozilla ได้ร่วมมือกับ Khronos Group เพื่อผลักดันให้ WebGL กลายเป็นมาตรฐาน
ผู้ที่สนใจทดลองต้องดาวน์โหลด Firefox รุ่น trunk nightly build หลังวันที่ 18 กันยายนเป็นต้นมา และเปิดใช้ความสามารถนี้ผ่าน about:config วิธีการดูได้ตามลิงก์ที่มา
ทีมงาน Mozilla กำลังหาวิธีที่ให้ WebGL ทำงานบน API อื่นๆ ในกรณีที่เครื่องไม่มี OpenGL ได้ด้วย เช่น Direct3D
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
การสนับสนุน WebGL ของ Firefox เป็นโครงการต่อเนื่องที่ Mozilla ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2007 คือการทดลอง Canvas 3D (Canvas ที่วาดภาพสามมิติได้) ซึ่งในภายหลัง Mozilla ได้ร่วมมือกับ Khronos Group เพื่อผลักดันให้ WebGL กลายเป็นมาตรฐาน
ผู้ที่สนใจทดลองต้องดาวน์โหลด Firefox รุ่น trunk nightly build หลังวันที่ 18 กันยายนเป็นต้นมา และเปิดใช้ความสามารถนี้ผ่าน about:config วิธีการดูได้ตามลิงก์ที่มา
ทีมงาน Mozilla กำลังหาวิธีที่ให้ WebGL ทำงานบน API อื่นๆ ในกรณีที่เครื่องไม่มี OpenGL ได้ด้วย เช่น Direct3D
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
Eric Schmidt: ผลิตภัณฑ์ของกูเกิลที่ผมชอบที่สุดคือ Chrome
Danny Sullivan แห่งเว็บไซต์ Search Engine Land มีโอกาสคุยกับ Eric Schmidt ซีอีโอของกูเกิล และถามคำถามว่า "คุณชอบผลิตภัณฑ์ตัวไหนของกูเกิลมากที่สุด?"
คำตอบของ Schmidt ไม่ใช่ว่า "ชอบทุกตัวเท่ากัน" แต่ตอบมายาวๆ ดังนี้ (ต้นฉบับดูได้จากที่มา)
ผลิตภัณฑ์ที่ผมชอบที่สุดคือ Chrome อันนี้ตอบโดยส่วนตัวนะ สาเหตุเพราะการออกแบบ Chrome มีความละเอียดอ่อนแทรกอยู่มาก ทีมพัฒนา Chrome ใส่ใจในรายละเอียดซึ่งช่วยให้ Chrome ทำงานเร็วกว่าคู่แข่งและใช้งานได้ง่าย เมื่อคุณเริ่มใช้ Chrome แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้เบราว์เซอร์ตัวอื่นอีกเลย ความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อธิบายได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมชอบ และแน่นอนว่ารายละเอียดเหล่านี้จะไปอยู่ใน Chrome OS ด้วย
ผมบอกกับทีม Chrome ว่าการออกแบบ Chrome นั้นเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับการออกแบบกูเกิลของ Larry และ Sergey มันแสดงออกถึงความฉลาดของผู้พัฒนา และผมคิดว่าคนมักไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้กันสักเท่าไร
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
คำตอบของ Schmidt ไม่ใช่ว่า "ชอบทุกตัวเท่ากัน" แต่ตอบมายาวๆ ดังนี้ (ต้นฉบับดูได้จากที่มา)
ผลิตภัณฑ์ที่ผมชอบที่สุดคือ Chrome อันนี้ตอบโดยส่วนตัวนะ สาเหตุเพราะการออกแบบ Chrome มีความละเอียดอ่อนแทรกอยู่มาก ทีมพัฒนา Chrome ใส่ใจในรายละเอียดซึ่งช่วยให้ Chrome ทำงานเร็วกว่าคู่แข่งและใช้งานได้ง่าย เมื่อคุณเริ่มใช้ Chrome แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้เบราว์เซอร์ตัวอื่นอีกเลย ความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อธิบายได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมชอบ และแน่นอนว่ารายละเอียดเหล่านี้จะไปอยู่ใน Chrome OS ด้วย
ผมบอกกับทีม Chrome ว่าการออกแบบ Chrome นั้นเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับการออกแบบกูเกิลของ Larry และ Sergey มันแสดงออกถึงความฉลาดของผู้พัฒนา และผมคิดว่าคนมักไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้กันสักเท่าไร
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
ก้าวไปอีกขั้น: เลโนโว T400s รุ่นใหม่มาพร้อมกับทัชสกรีน
เลโนโวได้ก้าวไปอีกขั้น ทำการเปิดตัว T400s ที่มาพร้อมกับออปชันทัชสกรีนและคุณสมบัติมัลติทัชให้เลือกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
eWeek ได้ทำการรีวิวรุ่นดังกล่าว พบว่าจอภาพมีความหนากว่ารุ่นปกติเล็กน้อย สามารถตอบสนองมัลติทัช รวมถึง finger gesture ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นข้อพับยังมีความแข็งขึ้นเพื่อรองรับการสัมผัสบนจอภาพ
สนนราคาอยู่ที่ 1,999 ดอลล่าร์สหรัฐ ราคาแพงกว่า T400s สเปกเดียวกันแต่ไม่มีทัชสกรีนอยู่ 400 ดอลล่าร์สหรัฐ นอกจากรุ่น T400s แล้ว เลโนโวยังอัพเดตรุ่น X200 Tablet ให้รองรับมัลติทัชอีกด้วย
ฟีเจอร์มากขึ้น มาพร้อมกับคุณภาพที่ลดลงหรือเปล่า!?
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
eWeek ได้ทำการรีวิวรุ่นดังกล่าว พบว่าจอภาพมีความหนากว่ารุ่นปกติเล็กน้อย สามารถตอบสนองมัลติทัช รวมถึง finger gesture ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นข้อพับยังมีความแข็งขึ้นเพื่อรองรับการสัมผัสบนจอภาพ
สนนราคาอยู่ที่ 1,999 ดอลล่าร์สหรัฐ ราคาแพงกว่า T400s สเปกเดียวกันแต่ไม่มีทัชสกรีนอยู่ 400 ดอลล่าร์สหรัฐ นอกจากรุ่น T400s แล้ว เลโนโวยังอัพเดตรุ่น X200 Tablet ให้รองรับมัลติทัชอีกด้วย
ฟีเจอร์มากขึ้น มาพร้อมกับคุณภาพที่ลดลงหรือเปล่า!?
ที่มา: http://kalanyuz.com/aggregator/sources/1
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษแห่งปี “Why Giffarine ?”
เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ กับโฆษณาชุดพิเศษแห่งปี เพื่อไขข้อข้องใจว่าทำไมกิฟฟารีนถึงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดโดยงานนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัดลงทุนเป็น Creative Director ด้วยตัวเอง ซึ่งนำเสนอแนวคิดต่างๆ ผ่านทางโฆษณาชุด “Why Giffarine ?” ที่มีทั้งหมดถึง 7 เรื่องนอกจากนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ยัง รับบทเป็น Presenter
ในเรื่องแรก ซึ่งมีเนื้อหาหลักคือ “ใครก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองได้” เพื่อตอกย้ำโอกาสแห่งความสำเร็จทางธุรกิจกับกิฟฟารีนเรื่องที่ 2 เป็นการนำเสนอคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล โดยมี นพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์ รับหน้าที่เป็น Presenter
ตามมาด้วยโฆษณาล้ำยุคที่ใช้งบประมาณมากที่สุดเพราะใช้ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิค หรือ ซีจี ในการดำเนินเรื่องราวของการเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ ประสบความสำเร็จ ซึ่งนำแสดงโดย คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด และ คุณภูดิท ภควลีธร ผู้บริหารระดับ พาราไดซ์
และ 4 เรื่องสุดท้ายนำเสนอความสำเร็จของสมาชิกกลุ่ม Generation Yติดตามชมโฆษณาทั้งหมดได้ทางช่อง 3 5 7 และ 9 ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
บทสัมภาษณ์จาก นิตยสารเส้นขอบฟ้า ฉบับเดือน สิงหาคม 2552Giffarine TVC 2009 (Behind The Scene)โดยแพทย์หญิง นลินี ไพบูลย์ประธานกรรมการบริษัท สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และกลุ่มบริษัทเครือ กิฟฟารีน(Creative Director & Presenter "Why ?")
"เรานำเสนอภาพยนตร์โฆษณา ถึง 3 ชุด เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าใจในการดำเนินธุรกิจกิฟฟารีน ซึ่งเราถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย
• ชุดแรก ที่หมอเป็นพรีเซ็นเตอร์เองจะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของเครือข่ายผู้ใช้สินค้าซึ่งจะเป็นสมบัติของผู้ที่เข้ามาเป็นนักธุรกิจกิฟฟารีนภาพยนตร์จึงพยายามจะสื่อให้เห็นว่าการทำงานกิฟฟารีน เริ่มต้นจากตัวเขาเองที่ใช้สินค้า เมื่อชวนเพื่อนแล้ว เครือข่ายจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะมีรายได้กลับมาได้อย่างไร
• สำหรับเรื่องที่ 2 จะช่วยตอกย้ำความมั่นใจในด้านผลิตภัณฑ์ สืบเนื่องจากปีที่แล้วซึ่งคุณหมอ จักรพงศ์ ไพบูลย์จะเป็นพรีเซ็นเตอร์ผู้มาเล่าให้ฟังว่า เรามีกระบวนการคัดสรรสินค้าอย่างไรมีกระบวนการกลั่นกรองวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต อย่างไรเพื่อผู้บริโภคจะได้มั่นใจได้ว่า ณ วันนี้ ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย
• สำหรับเรื่องที่ 3 ซึ่งคุณ พงศ์พสุ อุณาพรหม เป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะตอกย้ำอีกจุดเด่นของกิฟฟารีนว่าเรามีระบบช่วยเหลือและสนับสนุนที่ดีที่สุดในโลกเราสามารถทำให้คนไทยคนหนึ่งซึ่งอาจไม่เคยทำธุรกิจเลยสามารถก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ การสร้างกิจการและสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตได้โดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุด
หวังว่าทั้ง 3 เรื่องนี้ จะตอบโจทย์ ที่เราต้องการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงของคนไทยเกี่ยวกับวิธีการทำงานของกิฟฟารีนและเป็นงานที่เรามีความตั้งใจจะเชิญคนไทยทุกคนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเราค่ะ"
สินค้าใหม่กำลังจะเปิดตัว ในวันที่ 5 ก.ย นี้ในงานฉลองครบรอบ 13 ปีครึ่ง ที่ไบเทค บางนา
ที่มา : http://herbalife.smf4u.com/index.php?topic=55.40;wap2
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 163 ปักษ์แรก ประจำวันท่ 1-15 กันยายน 2552
ที่มา : http://www.sumret.com
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
ในเรื่องแรก ซึ่งมีเนื้อหาหลักคือ “ใครก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองได้” เพื่อตอกย้ำโอกาสแห่งความสำเร็จทางธุรกิจกับกิฟฟารีนเรื่องที่ 2 เป็นการนำเสนอคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล โดยมี นพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์ รับหน้าที่เป็น Presenter
ตามมาด้วยโฆษณาล้ำยุคที่ใช้งบประมาณมากที่สุดเพราะใช้ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิค หรือ ซีจี ในการดำเนินเรื่องราวของการเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ ประสบความสำเร็จ ซึ่งนำแสดงโดย คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด และ คุณภูดิท ภควลีธร ผู้บริหารระดับ พาราไดซ์
และ 4 เรื่องสุดท้ายนำเสนอความสำเร็จของสมาชิกกลุ่ม Generation Yติดตามชมโฆษณาทั้งหมดได้ทางช่อง 3 5 7 และ 9 ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
บทสัมภาษณ์จาก นิตยสารเส้นขอบฟ้า ฉบับเดือน สิงหาคม 2552Giffarine TVC 2009 (Behind The Scene)โดยแพทย์หญิง นลินี ไพบูลย์ประธานกรรมการบริษัท สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และกลุ่มบริษัทเครือ กิฟฟารีน(Creative Director & Presenter "Why ?")
"เรานำเสนอภาพยนตร์โฆษณา ถึง 3 ชุด เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าใจในการดำเนินธุรกิจกิฟฟารีน ซึ่งเราถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย
• ชุดแรก ที่หมอเป็นพรีเซ็นเตอร์เองจะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของเครือข่ายผู้ใช้สินค้าซึ่งจะเป็นสมบัติของผู้ที่เข้ามาเป็นนักธุรกิจกิฟฟารีนภาพยนตร์จึงพยายามจะสื่อให้เห็นว่าการทำงานกิฟฟารีน เริ่มต้นจากตัวเขาเองที่ใช้สินค้า เมื่อชวนเพื่อนแล้ว เครือข่ายจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะมีรายได้กลับมาได้อย่างไร
• สำหรับเรื่องที่ 2 จะช่วยตอกย้ำความมั่นใจในด้านผลิตภัณฑ์ สืบเนื่องจากปีที่แล้วซึ่งคุณหมอ จักรพงศ์ ไพบูลย์จะเป็นพรีเซ็นเตอร์ผู้มาเล่าให้ฟังว่า เรามีกระบวนการคัดสรรสินค้าอย่างไรมีกระบวนการกลั่นกรองวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต อย่างไรเพื่อผู้บริโภคจะได้มั่นใจได้ว่า ณ วันนี้ ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย
• สำหรับเรื่องที่ 3 ซึ่งคุณ พงศ์พสุ อุณาพรหม เป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะตอกย้ำอีกจุดเด่นของกิฟฟารีนว่าเรามีระบบช่วยเหลือและสนับสนุนที่ดีที่สุดในโลกเราสามารถทำให้คนไทยคนหนึ่งซึ่งอาจไม่เคยทำธุรกิจเลยสามารถก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ การสร้างกิจการและสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตได้โดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุด
หวังว่าทั้ง 3 เรื่องนี้ จะตอบโจทย์ ที่เราต้องการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงของคนไทยเกี่ยวกับวิธีการทำงานของกิฟฟารีนและเป็นงานที่เรามีความตั้งใจจะเชิญคนไทยทุกคนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเราค่ะ"
สินค้าใหม่กำลังจะเปิดตัว ในวันที่ 5 ก.ย นี้ในงานฉลองครบรอบ 13 ปีครึ่ง ที่ไบเทค บางนา
ที่มา : http://herbalife.smf4u.com/index.php?topic=55.40;wap2
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 163 ปักษ์แรก ประจำวันท่ 1-15 กันยายน 2552
ที่มา : http://www.sumret.com
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552
"กิฟฟารีน" รุกเดือด! "หมอต้อย" อัดงบ "80ล้านบาท" สั่งทำคลอดโฆษณาใหม่ 7 ตัวรวดถึงสิ้นปีนี้ ภายใต้แนวคิด Why Giffarine?
ตอกย้ำความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ เผยยอดขายมิ.ย.-ก.ค.เติบโตมากกว่า 10 % คาดสิ้นปีผลักดันยอดขาย รวมเติบโตพุ่งสู่ 5,000 ล้านบาท จาก 4,200 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโต 8% เป็นที่น่าพอใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดขายในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีอัตราการเติบโตกว่า 10% หลังจากก่อนหน้านี้โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.มียอดขายลดลงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากการเมือง
สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง บริษัทได้ใช้งบ 80 ล้านบาท ผลิตโฆษณาชุดใหม่ 7 ชุด เพื่อสร้างแบรนด์และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Why Giffarine" เพื่อตอบโจทย์ว่าทำไมกิฟฟารีนจึงเป็นธุรกิจที่โดดเด่นและน่าสนใจ ออกแบบมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจ และเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมทำธุรกิจกิฟฟารีน รวมถึงสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ในขั้นต้นได้เปิดตัวโฆษณา 3 ตัวแรกก่อน ส่วนอีก 4 ตัวกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำและขั้นตอนการตัดต่อ
โดยโฆษณา 3 ชุดแรก ได้ทยอยออกอากาศไปแล้ว ทางสถานีโทรทัศน์ยอดนิยมในช่วงไพรม์ไทม์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้สำหรับโฆษณาอีก 4 ชุดที่เหลือจะเริ่มเผยแพร่ออกมาเป็นระยะจนถึงสิ้นปีนี้ โดยเป็นการนำเสนอ "ผู้นำนักธุรกิจกิฟฟารีน" ที่ประสบความสำเร็จ ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับโฆษณา 3 ชุดแรก แบ่งออกเป็น เรื่องแรก นำเสนอ โดย พญ.นลินีที่ถ่ายทอดมุมมองที่เชื่อว่า คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของกิจการได้ ด้วยหลักการง่ายๆ ของธุรกิจกิฟฟารีน คือการสร้างเครือข่ายผู้บริโภค ที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราเอง สามารถประสบความสำเร็จได้จริง ด้วยหลักการบริหารจัดการที่ช่วยสร้างวิธีการทำงาน และระบบสนับสนุนที่ดีที่สุด ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องลงทุน และเป็นมรดกของผู้สร้างเครือข่ายตลอดไป
เรื่องที่สอง นำเสนอ โดย นพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์ รองประธานกรรมการบริษัทฯ กับโฆษณาที่เน้นจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงความตั้งใจที่ดีของกิฟฟารีน ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด และมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เป็นการนำเสนอจุดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และการเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วโลก ที่มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับ และพัฒนาสูตรให้เหมาะสมกับคนไทย
และเรื่องที่สาม นำเสนอ โดย นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ตอกย้ำอีกจุดเด่นของกิฟฟารีน ว่ามีระบบช่วยเหลือสนับสนุนดีที่สุดในโลก สามารถทำให้คนไทยคนหนึ่งซึ่งอาจไม่เคยทำธุรกิจเลย สามารถก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจเรียนรู้เรื่องการบริหารกิจการ สร้างกิจการ และสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตได้ โดยใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด
นอกจากนี้แผนการดำเนินธุรกิจของกิฟฟารีนในปีนี้ ยังเน้นหนักในเรื่องของการกระตุ้นยอดขาย และการเคลื่อนไหวกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ทั้งในส่วนของนักธุรกิจเครือข่ายและสมาชิกผู้บริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเพิ่มช่องทาง ศูนย์กิฟฟารีน ไลเซ่นส์ ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถดันยอดขายให้เติบโตได้ 10 - 15 % หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท เพิ่มจาก 4,200 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 163 ปักษ์แรก ประจำวันท่ 1-15 กันยายน 2552
ที่มา : http://www.sumret.com
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโต 8% เป็นที่น่าพอใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดขายในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีอัตราการเติบโตกว่า 10% หลังจากก่อนหน้านี้โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.มียอดขายลดลงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากการเมือง
สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง บริษัทได้ใช้งบ 80 ล้านบาท ผลิตโฆษณาชุดใหม่ 7 ชุด เพื่อสร้างแบรนด์และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Why Giffarine" เพื่อตอบโจทย์ว่าทำไมกิฟฟารีนจึงเป็นธุรกิจที่โดดเด่นและน่าสนใจ ออกแบบมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจ และเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมทำธุรกิจกิฟฟารีน รวมถึงสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ในขั้นต้นได้เปิดตัวโฆษณา 3 ตัวแรกก่อน ส่วนอีก 4 ตัวกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำและขั้นตอนการตัดต่อ
โดยโฆษณา 3 ชุดแรก ได้ทยอยออกอากาศไปแล้ว ทางสถานีโทรทัศน์ยอดนิยมในช่วงไพรม์ไทม์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้สำหรับโฆษณาอีก 4 ชุดที่เหลือจะเริ่มเผยแพร่ออกมาเป็นระยะจนถึงสิ้นปีนี้ โดยเป็นการนำเสนอ "ผู้นำนักธุรกิจกิฟฟารีน" ที่ประสบความสำเร็จ ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับโฆษณา 3 ชุดแรก แบ่งออกเป็น เรื่องแรก นำเสนอ โดย พญ.นลินีที่ถ่ายทอดมุมมองที่เชื่อว่า คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของกิจการได้ ด้วยหลักการง่ายๆ ของธุรกิจกิฟฟารีน คือการสร้างเครือข่ายผู้บริโภค ที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราเอง สามารถประสบความสำเร็จได้จริง ด้วยหลักการบริหารจัดการที่ช่วยสร้างวิธีการทำงาน และระบบสนับสนุนที่ดีที่สุด ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องลงทุน และเป็นมรดกของผู้สร้างเครือข่ายตลอดไป
เรื่องที่สอง นำเสนอ โดย นพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์ รองประธานกรรมการบริษัทฯ กับโฆษณาที่เน้นจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงความตั้งใจที่ดีของกิฟฟารีน ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด และมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เป็นการนำเสนอจุดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และการเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วโลก ที่มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับ และพัฒนาสูตรให้เหมาะสมกับคนไทย
และเรื่องที่สาม นำเสนอ โดย นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ตอกย้ำอีกจุดเด่นของกิฟฟารีน ว่ามีระบบช่วยเหลือสนับสนุนดีที่สุดในโลก สามารถทำให้คนไทยคนหนึ่งซึ่งอาจไม่เคยทำธุรกิจเลย สามารถก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจเรียนรู้เรื่องการบริหารกิจการ สร้างกิจการ และสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตได้ โดยใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด
นอกจากนี้แผนการดำเนินธุรกิจของกิฟฟารีนในปีนี้ ยังเน้นหนักในเรื่องของการกระตุ้นยอดขาย และการเคลื่อนไหวกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ทั้งในส่วนของนักธุรกิจเครือข่ายและสมาชิกผู้บริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเพิ่มช่องทาง ศูนย์กิฟฟารีน ไลเซ่นส์ ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถดันยอดขายให้เติบโตได้ 10 - 15 % หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท เพิ่มจาก 4,200 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 163 ปักษ์แรก ประจำวันท่ 1-15 กันยายน 2552
ที่มา : http://www.sumret.com
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552
กิฟฟารีน พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ กับภารกิจผลักดัน “กิฟฟารีน” ให้ถึงดวงดาว
ด้วยวัย 49 ปี พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ผลักดันให้ตัวเธอก้าวขึ้นมายืนอยู่ในฐานะนักธุรกิจหญิงแถวหน้าของเมืองไทยได้ในเวลาไม่นาน และ “กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้” ภายใต้การบริหารของเธอก็เป็นที่รู้จักของคนไทย ด้วยแนวคิด และวิธีการที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ จนถึงวันนี้แบรนด์ “กิฟฟารีน” สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลาย และสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นเครือข่ายธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทยที่มาแรง สามารถชิงส่วนแบ่งจากแบรนด์ต่างชาติได้อย่างน่าจับตา
จากชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายเป็น Single Mom เพราะเหตุหย่าร้าง และเลี้ยงลูกเพียงลำพัง อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้หญิงคนนั้นหมดหวัง แต่สำหรับ “พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กลับตรงกันข้าม เพราะเธอใช้จุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งนั้น สร้างเป็นพลังที่เปลี่ยนชีวิตของเธอและครอบครัวไปได้ไกลกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
หลังจากจบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา พ.ญ.นลินี ทำงานรับราชการเป็นสูตินรีแพทย์ ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมการแพทย์ทหารอากาศ ในช่วงที่ทำงานรับราชการนั้น เธอดำเนินธุรกิจคลินิกรักษาคนไข้ทั่วไป และโรคผิวหนังซึ่งเธอมีความสนใจทางด้านนี้เป็นพิเศษ ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการขยายผลต่อเนื่องไปสู่การดำเนินธุรกิจ
เมื่อผสานคุณสมบัติความเป็นแพทย์ และประสบการณ์จากการเปิดคลินิกด้วยตัวเอง บวกกับประสบการณ์ธุรกิจขายตรงในแบรนด์ “สุพรีเดอร์ม” เมื่อครั้งยังไม่ได้หย่าจากสามี เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานให้ “หมอนลินี” หรือ “หมอต้อย” ให้ทราบถึงความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่เพราะไม่เคยรับผิดชอบหรือทำธุรกิจด้วยตัวเอง เส้นทางนักธุรกิจของเธอจึงดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์ ทำให้ยิ่งต้องค้นหาความรู้ทั้งจากตำรา และการเข้าชั้นเรียนเพื่อเสริมความรู้ด้านธุรกิจให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
เธอเลือกธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิวที่ดี และอาหารเสริมประเภทต่างๆ และได้ตัดสินใจเริ่มเปิดดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งการผลิตและจำหน่าย โดยเป็นการจำหน่ายในแบบธุรกิจขายตรงและตั้งชื่อบริษัทโดยนำชื่อของบุตรสาว 2 คน น้องกิ๊ฟและน้องฟ้า มารวมเข้าเป็นชื่อ บริษัทกิฟฟารีน เมื่อปี 2538 จนถึงปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 และยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง โดยเฉพาะในวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่มีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท มีผู้คนว่างงานกันมากมาย ธุรกิจขายตรงนับว่าเป็นทางออกที่ดีของบางคนในช่วงนั้น
ถึงแม้จะศึกษาทางด้านแพทยศาสตร์ และรับราชการมาโดยตลอด แต่ด้วยหลักการตลาดและแนวคิดริเริ่มสร้างสรรรค์ในแบบของเธอ ที่นำมาปรับใช้กับธุรกิจ เป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีกับการตลาดยุคปัจจุบัน นั่นคือ “ความงาม” และ “ความมั่นคง”
นอกจากนี้บริษัท ฯ ได้เน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและบริโภคซ้ำได้ต่อเนื่อง นำมาซึ่งการดำเนินธุรกิจขายตรงที่มั่นคงและยั่งยืน เธอบอกว่า “ความเป็นหมอสอนไว้ว่า ไม่ให้เชื่ออะไรที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นเมื่อต้องเริ่มต้นบอกกับลูกค้า กิฟฟารีนเลือกวิธีชี้แจงส่วนผสมและวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน ให้ความรู้แก่ผู้ใช้ ทำให้ไม่มีข้อโต้แย้งได้ ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนจึงต่างจากแบรนด์อื่น”
ส่วนความต่างที่ให้กับสมาชิกเครือข่าย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขยายจำนวนสมาชิกที่ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า คือ นอกจากให้ส่วนแบ่งในเปอร์เซ็นต์ที่สูงแล้ว ยังให้ความรู้สึกแก่สมาชิกว่าเป็นเสมือนผู้ถือหุ้นบริษัทที่สามารถรับรู้รายจ่าย รายได้ของบริษัทอีกด้วย
จนถึงวันนี้ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด บริษัทขายตรงสัญชาติไทยอันดับหนึ่ง ได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ที่นวนครมูลค่า 700 ล้านบาท ปูทางสู่การเป็นที่หนึ่งในตลาดขายตรง และรองรับการขยายงานในอนาคต โดยโรงงานแห่งนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ ห้องทดลองกลาง (Central Lab) ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา (Research & Development Lab) มีหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ของกิฟฟารีน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการค้นคว้าวิจัย และคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญวัตถุดิบเหล่านั้นจะต้องมีงานวิจัยทางการแพทย์รับรอง
โรงงานแห่งใหม่นี้มีกำลังการผลิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เท่าตัว หรือประมาณ 20 ล้านชิ้นต่อเดือน เพื่อรองรับยอดจำหน่ายได้ถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี และรองรับกำลังการผลิตได้ ได้อีก 9-10 ปี ทั้งนี้จากการสร้างโรงงานดังกล่าว จะผลักดันให้ยอดขายกิฟฟารีนบรรลุเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท ในปี 2553 หรือมีการเติบโต 15-20% อย่างต่อเนื่อง โดยมาจากการขยายธุรกิจภายในประเทศ ต่างประเทศ และการรับจ้างผลิต
การเปิดโรงงานครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุน ทั้งการทำตลาดภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วน 95% ของรายได้ หรือการขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งแบรนด์กิฟฟารีน และแพททรีนา ซึ่งกำลังเจรจากับดิสทริบิวเตอร์ 5 - 6 ประเทศ และยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้เซ็นสัญญาดิสทริบิวเตอร์ แต่มีการนำสินค้าไปจำหน่าย อาทิ รัสเซีย และเซาท์แอฟริกา ฯลฯ จากปัจจุบันส่งออกไป 30 ประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา มีสัดส่วนรายได้ 5% และตั้งเป้าโต 200% ในแง่มูลค่า อีกทั้งการเปิดโรงงานใหม่ยังทำบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น
“จากวิกฤตการณ์ทางการเงินอเมริกาคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงของบริษัท แต่อาจกระทบต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค ความมั่นใจลดลง ทำให้มีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย โดยผลประโยชน์โดยอ้อม อาจทำให้ผู้ที่ต้องการหารายได้เสริมเข้าสู่ระบบธุรกิจขายตรงมากขึ้น ขณะนี้เริ่มมีผู้ที่สนใจเป็นนักธุรกิจขายตรงจากเอสเอ็มอีมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้บริษัทกังวลยังคงเป็นสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่งมากกว่าปัจจัยลบด้านอื่นๆ”
แพทย์หญิงนลินี กล่าวถึงแผนการตลาดในปีหน้าเพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยบริษัทจะโฟกัสนักธุรกิจ ผู้ประกอบการอิสระให้มากขึ้น พิจารณาสภาพแวดล้อมทั้งปัจจัยลบและบวก เพื่อปรับเปลี่ยนการทำตลาดได้อย่างรวดเร็วรองรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอด เช่น กรณีผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้สอย มุ่งเน้นการเปิดตัวสินค้าที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ ลดสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง และลดต้นทุนการผลิตด้วยการปรับแพกเกจจิง แต่ยังคงคุณภาพสินค้าไว้ โดยในปีหน้านี้บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโต 10%
สำหรับผลประกอบการของกิฟฟารีนในปีที่แล้ว ขายทั้งหมด 60 ล้านชิ้น คิดเป็นยอดขายได้ 3.9 พันล้าน เติบโตประมาณ 18 % และในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานมีอัตราการเติบโต 10.55%
พร้อมกันนี้ กิฟฟารีนยังได้วางแผนการตลาด สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สองคนล่าสุด ที่เป็นผู้บริโภคตัวจริงของกิฟฟารีน คือ จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ และยังมีแผนรุกตลาด และสร้างแบรนด์ด้วยการอัดฉีดโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการอบรมนักธุรกิจกิฟฟารีนให้มีบุคลิกสอดคล้องกับแบรนด์อีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป้ารายได้มากกว่า 4,300 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ พร้อมทั้งจะผลักดันให้กิฟฟารีนบรรลุเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 15 - 20 % ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมกับยอดสมัครสมาชิกที่พุ่งขึ้นมากกว่า 4.5 ล้านรหัส และยังเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์กิฟฟารีน เพื่อคงคอนเซ็ปต์ว่า “สินค้าแบรนด์ไทย ไม่แพ้ใครในโลก” เพราะทุกวันนี้ ความรู้และเทคโนโลยี เรียนทันกันทั้งโลกแล้ว ค่าเว็บไซต์ของฉัน
ที่มา: คอลัมน์ Movers & Shakers สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร Money and Wealth ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
จากชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายเป็น Single Mom เพราะเหตุหย่าร้าง และเลี้ยงลูกเพียงลำพัง อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้หญิงคนนั้นหมดหวัง แต่สำหรับ “พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กลับตรงกันข้าม เพราะเธอใช้จุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งนั้น สร้างเป็นพลังที่เปลี่ยนชีวิตของเธอและครอบครัวไปได้ไกลกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
หลังจากจบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา พ.ญ.นลินี ทำงานรับราชการเป็นสูตินรีแพทย์ ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมการแพทย์ทหารอากาศ ในช่วงที่ทำงานรับราชการนั้น เธอดำเนินธุรกิจคลินิกรักษาคนไข้ทั่วไป และโรคผิวหนังซึ่งเธอมีความสนใจทางด้านนี้เป็นพิเศษ ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการขยายผลต่อเนื่องไปสู่การดำเนินธุรกิจ
เมื่อผสานคุณสมบัติความเป็นแพทย์ และประสบการณ์จากการเปิดคลินิกด้วยตัวเอง บวกกับประสบการณ์ธุรกิจขายตรงในแบรนด์ “สุพรีเดอร์ม” เมื่อครั้งยังไม่ได้หย่าจากสามี เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานให้ “หมอนลินี” หรือ “หมอต้อย” ให้ทราบถึงความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่เพราะไม่เคยรับผิดชอบหรือทำธุรกิจด้วยตัวเอง เส้นทางนักธุรกิจของเธอจึงดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์ ทำให้ยิ่งต้องค้นหาความรู้ทั้งจากตำรา และการเข้าชั้นเรียนเพื่อเสริมความรู้ด้านธุรกิจให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
เธอเลือกธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิวที่ดี และอาหารเสริมประเภทต่างๆ และได้ตัดสินใจเริ่มเปิดดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งการผลิตและจำหน่าย โดยเป็นการจำหน่ายในแบบธุรกิจขายตรงและตั้งชื่อบริษัทโดยนำชื่อของบุตรสาว 2 คน น้องกิ๊ฟและน้องฟ้า มารวมเข้าเป็นชื่อ บริษัทกิฟฟารีน เมื่อปี 2538 จนถึงปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 และยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง โดยเฉพาะในวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่มีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท มีผู้คนว่างงานกันมากมาย ธุรกิจขายตรงนับว่าเป็นทางออกที่ดีของบางคนในช่วงนั้น
ถึงแม้จะศึกษาทางด้านแพทยศาสตร์ และรับราชการมาโดยตลอด แต่ด้วยหลักการตลาดและแนวคิดริเริ่มสร้างสรรรค์ในแบบของเธอ ที่นำมาปรับใช้กับธุรกิจ เป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีกับการตลาดยุคปัจจุบัน นั่นคือ “ความงาม” และ “ความมั่นคง”
นอกจากนี้บริษัท ฯ ได้เน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและบริโภคซ้ำได้ต่อเนื่อง นำมาซึ่งการดำเนินธุรกิจขายตรงที่มั่นคงและยั่งยืน เธอบอกว่า “ความเป็นหมอสอนไว้ว่า ไม่ให้เชื่ออะไรที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นเมื่อต้องเริ่มต้นบอกกับลูกค้า กิฟฟารีนเลือกวิธีชี้แจงส่วนผสมและวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน ให้ความรู้แก่ผู้ใช้ ทำให้ไม่มีข้อโต้แย้งได้ ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนจึงต่างจากแบรนด์อื่น”
ส่วนความต่างที่ให้กับสมาชิกเครือข่าย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขยายจำนวนสมาชิกที่ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า คือ นอกจากให้ส่วนแบ่งในเปอร์เซ็นต์ที่สูงแล้ว ยังให้ความรู้สึกแก่สมาชิกว่าเป็นเสมือนผู้ถือหุ้นบริษัทที่สามารถรับรู้รายจ่าย รายได้ของบริษัทอีกด้วย
จนถึงวันนี้ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด บริษัทขายตรงสัญชาติไทยอันดับหนึ่ง ได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ที่นวนครมูลค่า 700 ล้านบาท ปูทางสู่การเป็นที่หนึ่งในตลาดขายตรง และรองรับการขยายงานในอนาคต โดยโรงงานแห่งนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ ห้องทดลองกลาง (Central Lab) ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา (Research & Development Lab) มีหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ของกิฟฟารีน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการค้นคว้าวิจัย และคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญวัตถุดิบเหล่านั้นจะต้องมีงานวิจัยทางการแพทย์รับรอง
โรงงานแห่งใหม่นี้มีกำลังการผลิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เท่าตัว หรือประมาณ 20 ล้านชิ้นต่อเดือน เพื่อรองรับยอดจำหน่ายได้ถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี และรองรับกำลังการผลิตได้ ได้อีก 9-10 ปี ทั้งนี้จากการสร้างโรงงานดังกล่าว จะผลักดันให้ยอดขายกิฟฟารีนบรรลุเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท ในปี 2553 หรือมีการเติบโต 15-20% อย่างต่อเนื่อง โดยมาจากการขยายธุรกิจภายในประเทศ ต่างประเทศ และการรับจ้างผลิต
การเปิดโรงงานครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุน ทั้งการทำตลาดภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วน 95% ของรายได้ หรือการขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งแบรนด์กิฟฟารีน และแพททรีนา ซึ่งกำลังเจรจากับดิสทริบิวเตอร์ 5 - 6 ประเทศ และยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้เซ็นสัญญาดิสทริบิวเตอร์ แต่มีการนำสินค้าไปจำหน่าย อาทิ รัสเซีย และเซาท์แอฟริกา ฯลฯ จากปัจจุบันส่งออกไป 30 ประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา มีสัดส่วนรายได้ 5% และตั้งเป้าโต 200% ในแง่มูลค่า อีกทั้งการเปิดโรงงานใหม่ยังทำบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น
“จากวิกฤตการณ์ทางการเงินอเมริกาคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงของบริษัท แต่อาจกระทบต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค ความมั่นใจลดลง ทำให้มีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย โดยผลประโยชน์โดยอ้อม อาจทำให้ผู้ที่ต้องการหารายได้เสริมเข้าสู่ระบบธุรกิจขายตรงมากขึ้น ขณะนี้เริ่มมีผู้ที่สนใจเป็นนักธุรกิจขายตรงจากเอสเอ็มอีมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้บริษัทกังวลยังคงเป็นสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่งมากกว่าปัจจัยลบด้านอื่นๆ”
แพทย์หญิงนลินี กล่าวถึงแผนการตลาดในปีหน้าเพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยบริษัทจะโฟกัสนักธุรกิจ ผู้ประกอบการอิสระให้มากขึ้น พิจารณาสภาพแวดล้อมทั้งปัจจัยลบและบวก เพื่อปรับเปลี่ยนการทำตลาดได้อย่างรวดเร็วรองรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอด เช่น กรณีผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้สอย มุ่งเน้นการเปิดตัวสินค้าที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ ลดสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง และลดต้นทุนการผลิตด้วยการปรับแพกเกจจิง แต่ยังคงคุณภาพสินค้าไว้ โดยในปีหน้านี้บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโต 10%
สำหรับผลประกอบการของกิฟฟารีนในปีที่แล้ว ขายทั้งหมด 60 ล้านชิ้น คิดเป็นยอดขายได้ 3.9 พันล้าน เติบโตประมาณ 18 % และในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานมีอัตราการเติบโต 10.55%
พร้อมกันนี้ กิฟฟารีนยังได้วางแผนการตลาด สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สองคนล่าสุด ที่เป็นผู้บริโภคตัวจริงของกิฟฟารีน คือ จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ และยังมีแผนรุกตลาด และสร้างแบรนด์ด้วยการอัดฉีดโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการอบรมนักธุรกิจกิฟฟารีนให้มีบุคลิกสอดคล้องกับแบรนด์อีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป้ารายได้มากกว่า 4,300 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ พร้อมทั้งจะผลักดันให้กิฟฟารีนบรรลุเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 15 - 20 % ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมกับยอดสมัครสมาชิกที่พุ่งขึ้นมากกว่า 4.5 ล้านรหัส และยังเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์กิฟฟารีน เพื่อคงคอนเซ็ปต์ว่า “สินค้าแบรนด์ไทย ไม่แพ้ใครในโลก” เพราะทุกวันนี้ ความรู้และเทคโนโลยี เรียนทันกันทั้งโลกแล้ว ค่าเว็บไซต์ของฉัน
ที่มา: คอลัมน์ Movers & Shakers สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร Money and Wealth ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551
http://www.no-poor.com/
http://www.up-toyou.net/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)